8 เทคนิคเร่งความเร็วเว็บไซต์ WordPress (Speed Up WordPress Website) ให้โหลดเร็วและรองรับ SEO

ความเร็วเว็บไซต์เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ Google ใช้ในการจัดอันดับผลการค้นหา หากเว็บไซต์ WordPress ของคุณโหลดช้า ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อ SEO เท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้ใช้งานกดออกจากเว็บก่อน ส่งผลให้ การแสดงผลและอัตราการคลิก (CTR) ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จัก 7 เทคนิคหลักในการเพิ่มความเร็วเว็บไซต์ WordPress ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ช่วยให้เว็บโหลดเร็วขึ้น รองรับ Core Web Vitals และเหมาะทั้งกับเจ้าของเว็บไซต์และผู้ที่กำลังมองหาบริการ รับปรับความเร็วเว็บไซต์ WordPress
ทำไมการเพิ่มความเร็วเว็บไซต์ WordPress ถึงสำคัญต่อ SEO
- เว็บไซต์โหลดเร็ว → ผู้ใช้งานอยู่ในเว็บนานขึ้น
- ลด Bounce Rate → เพิ่มโอกาสในการคลิกหน้าอื่น
- Google ให้ความสำคัญกับ PageSpeed และ Core Web Vitals
- เพิ่มการแสดงผลในผลการค้นหา และช่วยให้คีย์เวิร์ดขยับอันดับได้ง่ายขึ้น
หากเว็บไซต์โหลดช้า ต่อให้เนื้อหาดีแค่ไหน ก็ยากที่จะติดหน้าแรก Google
1. เลือกโฮสติ้งที่เหมาะสมกับ WordPress มีการปรับแต่งความเร็วและมีศักยภาพสูง
ข้อแรกนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่มีโฮสติ้งที่มีความเร็ว แรง และศักยภาพสูงนั้นจะช่วยทำให้เว็บไซต์ของเรามีความเร็วและแรงไปด้วย เพราะความแรงของระบบการประมวลผลของเครื่องเซิฟเวอร์นั้นจะทำให้ไม่มีการติดขัดในระหว่างการเปิดหน้าเว็บไซต์ ดังนั้นหากเราต้องการจะทำให้เว็บไซต์ของเรามีความเร็วเพิ่มขึ้น สิ่งแรกที่จะต้องพิจารณาก็คือ โฮสติ้งนั่นเอง
การพิจารณาโฮสติ้งที่ดีนั้นจะมีหลายหัวข้อที่เราควรพิจารณา ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่การให้บริการของบริษัทโฮสติ้งที่เราจะใช้งาน ถ้าเว็บไซต์ของเราอยู่ในไทย เราก็ควรใช้โฮสติ้งที่อยู่ในไทยหรือในสิงค์โปร์ เพื่อให้สามารถตอบรับกับผู้ใช้ที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งจะดีกว่าโฮสติ้งที่อยู่ในฝั่งยุโรปหรืออเมริกา
อีกส่วนที่เราต้องดูก็คือประเภทของเซิฟเวอร์ที่ใช้บริการ ถ้าเป็น LiteSpeed Web Server จะดีมากเพราะ LiteSpeed จะเร็วกว่า Nginx 12 เท่า และ Apache 84 เท่า หรือถ้าอาจจะใช้เป็น Hosting ที่ออกแบบมาเฉพาะ WordPress dh (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ LiteSpeed Web Server ได้ที่ LiteSpeed Web Server คืออะไร ช่วยเพิ่มความเร็วเว็บไซต์ได้อย่างไร)
สำหรับในองค์ประกอบส่วนที่เหลือเกี่ยวกับโฮสติ้งดูได้จากคำแนะนำที่สรุปด้านล่างนี้
คำแนะนำ
- Litespeed Server หรือเลือก Hosting ที่ออกแบบมาสำหรับ WordPress โดยเฉพาะ
- CPU ให้มากกว่า 4-CPU จะทำให้เร็ว
- PHP 8+
- MySQL 5.6+
- หน่วยความจำต่ำสุดที่ 64MB หรือถ้าได้ที่ 128MB+ จะดีมาก
- รองรับ SSD / NVMe
- มีระบบ Cache ฝั่ง Server
ข้อควรระวัง โฮสติ้งคือพื้นฐานของความเร็วเว็บไซต์ หากใช้โฮสติ้งราคาถูกหรือแชร์ทรัพยากรมากเกินไป เว็บไซต์จะโหลดช้าโดยไม่รู้ตัว
2. เลือก WordPress Theme ที่เบาและเร็ว
สิ่งสำคัญอันดับที่สองที่จำเป็นและต้องให้ความสำคัญก็คือ ธีม (Theme) ของเราครับ การเลือกธีมที่ผิดก็จะทำให้เว็บของเรานั้นมีความอืด ไม่สามารถทำความเร็วได้ง่าย เพราะโครงสร้างการเขียนโค้ดที่ไม่ถูกลักษณะและไม่เป็น Best Practices ที่ดี
ธีมบางธีมที่ช้า สาเหตุเกิดจากการเลือกใช้ Page Builder หรือตัวที่ช่วยปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ของเราให้เป็นไปตามที่เราต้องการ Page Builder บางตัวเมื่อเรานำเอามาประกอบด้วยวิธีการเพิ่มปลั๊กอินแล้วจะมีผลทำให้หน้าเว็บไซต์ของเราอืดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ Page Builder บางตัวเมื่อนำมาใช้งานกับไม่เป็น ยกตัวอย่างกันงายๆ หากเราใช้ Page Builder ที่ชื่อ Elementor ก็จะมีความเร็วมากกว่า Page Builder ของอีกค่ายหนึ่งเป็นต้น
นอกจาก 2 ส่วนข้างต้นแล้ว ความสามารถในการเปิดปิดฟีเจอร์ใช้งานของธีมก็เป็นอีกส่วนที่จะต้องทำการปรับแต่ง เพราะเวลาหน้าเว็บไซต์ทำการรันข้อมูล ไฟล์บางไฟล์ที่ไม่จำเป็นอาจจะถูกดึงนำไปเข้าสู่กระบวนการรันหน้าเว็บไซต์ด้วยและนั่นก็คืออีกปัจจัยที่ทำให้เว็บไซต์ของเราช้าได้
3. ปรับปรุงรูปภาพของเราให้เร็วขึ้น (Image Optimization)
รูปภาพเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เว็บโหลดช้า หากไม่ปรับแต่งก่อนใช้งาน วิธีการปรับปรุงรูปภาพมี 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ประเภทของไฟล์รูป ขนาดของรูปและการบีบอัดของรูป
3.1 ประเภทของรูป ปัจจุบันการใช้ไฟล์นามสกุล webp จะทำให้รูปแสดงผลได้เร็วขึ้นกว่าการใช้นามสกุล jpg หรือ png
3.2 ขนาดของรูปที่ไม่เหมาะสม เช่น กำหนดพื้นที่ในส่วนของรูปอยู่ที่ 800px แต่เราเอารูปขนาด 3000px ไปใส่ในพื้นที่ที่ขนาดเล็กกว่า ทำให้ขนาดของรูปไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง ซึ่งเวลาทำการโหลดภาพในหน้านั้นก็จะทำให้โหลดช้าได้ ดังนั้นเราควรที่จะทำการปรับเปลี่ยนขนาดให้เล็กลงตรงกับพื้นที่ที่กำหนดไว้
3.3 การบีบอัดรูปจะทำให้รูปของเรามีขนาดไฟเล็กลง ซึ่งจะมีการบีบอัดอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่
- Lossless – การบีบอัดลักษณะนี้จะป็นการบีบอัดรูปที่ขนาดเล็กลงมา แต่คุณภาพของรูปจะไม่เสีย
- Lossy – การบีบอัดลักษณะนี้จะเป็นการบีบอัดขนาดรูปที่มีขนาดใหญ่ และจะเสียคุณภาพของรูป
ปลั๊กอินที่แนะนำ
- ShortPixel (รองรับ ShortPixel CDN)
- Imagify
- TinyPNG
4. ปิดและเอาปลั๊กอินที่ทำให้ช้าออก
เมื่อเราทำการทดสอบความเร็วของเว็บไซต์ บางครั้งจะพบว่าปลั๊กอินบางตัวเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์โหลดช้า สาเหตุเพราะมีไฟล์บางไฟล์ที่ไปขัดขวางกระบวนการแสดงผลของหน้าเว็บไซต์ทำให้เว็บไซต์รอกระบวนการนั้นก่อน ดังนั้นการปลดปลั๊กอินเหล่านี้จึงจำเป็นที่จะต้องทำการปลดออก และหาปลั๊กอินที่สามารถทดแทนกันได้มาแทน
วิธีการตรวจสอบว่า ปลั๊กอินไหนเป็นตัวปัญหาทำได้โดยการติดตั้งปลั๊กอินฟรีที่ชื่อ P3 (Plugin Performance Profiler) สำหรับคนที่ใช้ PHP 5 แต่ในกรณีที่ใข้ PHP 7 ให้เราใช้ปลั๊กอิน GTmetrix หรือเครื่องมือ Pingdom ในการทดสอบครับ
5. การ Minify Code และ Concatenate Files (Combine Files)
ไฟล์ CSS และ JavaScript ที่มากเกินไปจะทำให้เว็บโหลดช้า ดังนั้นการทำ Minify Code และ Concatenation นั้นเป็นอีก 2 เทคนิคพื้นฐานที่จะทำให้ขนาดและจำนวนของโค้ดของเว็บไซต์มีขนาดเล็กลงทำให้เว็บไซต์ของเราเร็วขึ้น ซึ่งวิธีการนี้จะไม่ทำให้ฟังก์ชั่นการทำงานของเว็บไซต์เปลี่ยนแปลงไป
5.1 การทำ Minification นั้นจะเป็นเทคนิคของการนำส่วนของโค้ดหรือคาแร็คเตอร์ที่ไม่จำเป็นออก ยกตัวอย่างเช่น พื้นที่เว้นวรรคในโค้ด พื้นที่ว่างในการขึ้นบรรทัดใหม่ ไฟล์ที่สามารถทำได้เช่น CSS / JS / HTML เป็นต้น
5.2 การทำ Concatenation Files หรือ Combine Files นั้นจะเป็นการรวมไฟล์หลายไฟล์เข้ามาเป็นไฟล์เดียว เพื่อลดการเรียกใช้งานไฟล์แทนที่จะต้องทำการเรียกหลายไฟล์ให้มาเรียกครั้งเดียว วิธีนี้ก็จะเป็นอักวิธีการทำให้เว็บเร็วขึ้นได้เช่นเดียวกัน
ปลั๊กอินที่ทำหน้าที่นี้ได้แก่ Autoptimize ซึ่งสามารถทำงานได้ทั้ง 2 อย่างในปลั๊กอินตัวเดียว
6. การใช้ Cache สำหรับส่วนที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลง
เทคนิคนี้จะเป็นเทคนิคช่วยลดภาระการประมวลผลของเซิร์ฟเวอร์ ทำให้หน้าเว็บโหลดเร็วขึ้นทันทีที่ใช้ วิธีการก็คือ ข้อมูลหน้าเว็บจะถูกเก็บเอาไว้ที่ใดที่หนึ่งเพื่อให้สามารถเรียกใช้ได้ในทันทีมากกว่าที่จะไปดึงข้อมูลจากส่วนของ Server เพื่อลดเวลาในการดึงข้อมูลและแสดงผลให้แก่ผู้อ่านครับ โดย Cache ที่ทำการเก็บนั้นมีหลายประเภท เช่น Browser Cache, Server Cache, CDN Cache และอื่นๆ ในส่วนของ WordPress เราสามารถที่จะเลือกใช้ปลั๊กอิน Cache ในการเร่งความเร็วของเว็บไซต์ได้
ปลั๊กอินยอดนิยม:
- WP Rocket
- W3 Total Cache
- LiteSpeed Cache (เหมาะกับ LiteSpeed Server)

อย่างไรก็ตามการใช้ปลั๊กอินในการจัดการ Cahce นั้น อาจจะต้องระวังปัญหาที่เกิดตามมานั่นก็คือ เวลาเราทำการแก้ไขโค้ดบางครั้ง หน้าเว็บของเรายังจำค่า Cache เก่าอยู่ ทำให้การแสดงผลไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นให้เราทำการเคลียร์แคชเพื่อให้ระบบสามารถจดจำเนื้อหาใหม่ อ่านบทความเพิ่มเติม เรื่องวุ่นๆ เกี่ยวกับ Cache นี้นะครับ
7. ใช้ Content Delivery Network (เช่น Cloudflare)
สำหรับการใช้ Content Delivery Network (CDN) นี้จะใข้วิธีการเก็บสำเนาของไฟล์เว็บไซต์ไว้ไปยังหลายประเทศทั่วโลกทำให้ผู้ใช้งานโหลดเว็บได้เร็วขึ้นไม่ว่ามาจากที่ใดก็สามารถดึงข้อมูลเว็บไซต์ของเราจากจุดที่เก็บข้อมูลที่ใกล้ที่สุดครับ ปัจจุบันเรามี CDN หลายเจ้าที่ช่วยในการดำเนินการ ยกตัวอย่างเช่น Cloudflare เป็นต้น
CDN ที่นิยม:
- Cloudflare
- Bunny.net
- ShortPixel CDN
วิธีการ คือ ให้เราไปทำการลงทะเบียนกับเว็บที่ให้บริการเป็นลำดับแรกครับ แล้วให้ทำการปรับเปลี่ยนในส่วนของ Name Server ให้ถูกต้องตามที่ได้ระบุไว้ เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วก็รอเป็นระยะเวลา 24 ชม. แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ
8. ปรับฐานข้อมูล WordPress ให้เบาและเร็ว
เมื่อใช้งาน WordPress ไปนานๆ ฐานข้อมูลจะมีข้อมูลที่ไม่จำเป็นสะสมอยู่ ทำให้การประมวลผลในส่วนของข้อมูลใช้เวลานานขึ้นซึ่งจะทำให้การแสดงผลของเว็บช้าลง ตัวอย่างฐานข้อมูลที่มีข้อมูลไม่จำเป็นสะสมอยู่ เช่น
- Revision ของโพสต์
- Spam Comment
- Transient ที่ไม่ได้ใช้งาน
ดังนั้นเราควรทำความสะอาดฐานข้อมูลเป็นระยะ โดยทำการเคลียร์ค่าฐานข้อมูลที่ไม่ใช้ออก เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ตอบสนองเร็วขึ้น
สรุป
การเพิ่มความเร็วเว็บไซต์ WordPress ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นหัวใจของ SEO ในปัจจุบัน หากคุณนำทั้ง 8 เทคนิคนี้ไปใช้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณ
- โหลดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- รองรับ SEO และ Core Web Vitals
- เพิ่มการแสดงผลและการคลิกจาก Google
หากคุณไม่มีเวลาปรับเอง การใช้บริการ รับปรับความเร็วเว็บไซต์ WordPress โดยผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยประหยัดเวลาและเห็นผลลัพธ์ได้เร็วกว่า

