สอน WooCommerce [คู่มือและวิธีใช้งาน]
![สอน WooCommerce [คู่มือและวิธีใช้งาน] 1 สอน WooCommerce](https://themevilles.com/wp-content/uploads/2019/08/woocommerce-1.jpg)
สำหรับบทความ สอน WooCommerce ปลั๊กอินขายของออนไลน์ [คู่มือและวิธีใช้งาน] นี้ เราจะมาถึงคู่มือและวิธีใช้งานปลั๊กอินขายของออนไลน์ของ WordPress ที่ชื่อ WooCommerrce กันครับ โดยบทความนี้จะเป็นซีรียส์แบ่งเป็นหลายๆ ใครที่สนใจก็ติดตามอ่านจนจบได้นะครับ
อ่านบทความย้อนหลัง
สอน WooCommerce [คู่มือและวิธีใช้งาน]
เริ่มแรกให้เราทำการค้นหาปลั๊กอิน WooCommerce ในเมนู Plugins > Add News แล้วทำการเปิดติดตั้ง (Activate) เพื่อใช้งาน โดยขั้นตอนการติดตั้งปลั๊กอินนี้เหมือนกับการติดตั้งปลั๊กอินทั่วไปครับ
เมื่อเราเปิดใช้งานแล้ว ระบบจะแสดงหน้าต่างให้เราทำการตั้งค่าเริ่มต้นครับ โดยเริ่มตั้งแต่ การเริ่มสร้างหน้าร้าน (Store setup) การชำระเงิน (Payment) การขนส่ง (Shipping) คำแนะนำ (Recommended) เปิดใช้งาน (Activate) และพร้อมใช้งาน (Ready) ครับ
เริ่มสร้างหน้าร้าน (Store setup)
![สอน WooCommerce [คู่มือและวิธีใช้งาน] 2 Store Setup](https://themevilles.com/wp-content/uploads/2019/08/store-setup.jpg)
ในส่วนของการตั้งค่าร้านค้า จะให้เราทำการระบุข้อมูลดังต่อไปนี้
- ที่อยู่ของร้านค้าหลัก ให้เราระบุตำแหน่งของร้านว่าอยู่ที่ใด ประเทศอะไร โดยให้เราทำการใส่รายละเอียดที่อยู่ทั้งหมด ถ้าเราอยู่ประเทศไทยก็ให้เลือกเป็น Thailand แล้วทำการใส่รายละเอียดที่อยู่ครับ
- ระบุสกุลเงิน ระบบจะให้เราระบุสกุลเงินที่เราจะใช้ในร้านค้าของเราว่าเป็นสกุลอะไร สำหรับเว็บที่ขายในประเทศไทยให้เลือก Thai baht (฿ THB) ครับ
- ประเภทสินค้าที่เราขาย ระบบยังให้เราทำการระบุว่าสินค้าที่เราจะขายนั้นเป็นสินค้าประเภทใด มีให้เลือก 3 แบบด้วยกันได้แก่ สินค้าแบบจับต้องได้ สินค้าดิจิตอล หรือทั้ง 2 แบบ และให้เราระบุอีกด้วยว่าสินค้าที่เราจำหน่ายเป็นสินค้าหรือบริการ
- การอนุญาตให้ทาง WooCommerce ทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเพื่อไปพัฒนาปลั๊กอิน เช่น ฟีเจอร์ใหม่ๆ หากเราไม่ต้องการให้ข้อมูลดังกล่าวก็ให้นำเครื่องหมายถูกออกครับ
หลังจากนั้นให้เรากดปุ่ม Let’s go!
ระบบชำระเงิน (Payment)
![สอน WooCommerce [คู่มือและวิธีใช้งาน] 3 Payment](https://themevilles.com/wp-content/uploads/2019/08/payment.jpg)
ส่วนถัดมาเป็นส่วนของการจัดการเรื่องระบบการชำระเงินของร้านค้าออนไลน์นี้ครับ WooCommerce จะมีระบบให้ชำระเงินทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ ได้แก่ ระบบการโอนเงินปกติหรือการโอนเงินผ่านธนาคาร (Bank transfer (BACS) payments) ระบบการชำระเงินแบบเช็ค (Check payments) ระบบชำระเงินปลายทาง (Cash on Delivery) และระบบการชำระเงินผ่าน PayPal เราสามารถทำการเลือกว่าเว็บของเราจะมีระบบชำระเงินแบบใดบ้างตามที่เราต้องการโดยจะมีปุ่มเปิดและปิดทางด้านขวามือของแต่ละรายการ สำหรับในส่วนของระบบการชำระเงินแบบ PayPal นั้น เราจะต้องทำการเชื่อมต่อกับเว็บ PayPal ด้วยโดยการไปลงทะเบียนที่เว็บ PayPal และนำอีเมล์ที่ใช้งานในเว็บนั้นมาใส่ที่ช่องอีเมล์ครับ หลังจากทำการเลือกแล้วให้กดปุ่ม Continue เพื่อดำเนินการต่อ
หมายเหตุ ถ้าระบบออฟไลน์เราต้องทำการกดปุ่มที่เมนู Offline Payment เพื่อทำการแสดงรายการภายในด้วยนะครับ
การจัดส่ง (Shipping)
![สอน WooCommerce [คู่มือและวิธีใช้งาน] 4 Shipping](https://themevilles.com/wp-content/uploads/2019/08/shipping.jpg)
ส่วนถัดมาจะเป็นส่วนของการจัดส่งครับ ระบบจะให้เราทำการกำหนดหลักการคิดค่าจัดส่งสำหรับสินค้าที่เราขาย โดยแบ่งพื้นที่การจัดส่งออกเป็น ประเทศที่เราทำการระบุไว้ในที่นี้คือ ประเทศไทย และนอกเขตอาณาจักรไทย เราสามารถเปิดหรือปิดเขตพื้นที่ที่เราไม่ต้องการได้ สำหรับค่าใช้จ่ายเราสามารถทำการเลือกได้ว่าจะให้คำนวณค่าขนส่งด้วยวิธีใด เริ่มต้นระบบจะกำหนดค่าเริ่มต้นให้เป็น Flat Rate คือ ค่าขนส่งคงที่ที่จะทำการบวกเข้าไปในรายการสั่งซื้อ ให้เราใส่เลขที่เราต้องการลงไปในช่องต้นทุน (Cost) เช่น 40 บาท เป็นต้น (ใส่แค่ตัวเลข) กับอีกแบบคือ จัดส่งฟรี (Free Shipping) หากเราต้องการให้สินค้าที่เราทำการส่งนั้นไม่ต้องมีค่าขนส่ง
ด้านล่างจะเป็นการระบุว่า สินค้าของเราจะใช้หน่วยของน้ำหนักและขนาดเป็นหน่วยใด เช่น หน่วยกรัม กิโลกรัม ปอนด์ หรือ ออนซ์ สำหรับน้ำหนัก และ หน่วย มิลลิเมตร เซนติเมตร เมตร นิ้ว หรือ วา สำหรับขนาดความกว้างและยาวครับ
ส่วนแนะนำ (Recommended)
![สอน WooCommerce [คู่มือและวิธีใช้งาน] 5 Recommmended](https://themevilles.com/wp-content/uploads/2019/08/recommended.jpg)
ส่วนนี้จะเป็นการบอกเครื่องมือหรือปลั๊กอินเสริมที่สามารถใช้งานคู่กับ WooCommerce ครับ ซึ่งระบบมีให้ 3 รายการ ได้แก่ WooCommerce Admin, Mailchimp และ Facebook
- WooCommerce Admin จะเป็นการจัดการรายงานการขายและแจ้งข้อมูลการขายที่สำคัญ
- Mailchimp เป็นส่วนของการทำการตลาดผ่านอีเมล์มาร์เก็ตติ้ง (Email Marketing) สามารถทำการจัดส่งอีเมล์ไปยังสมาชิกที่สมัครเข้ามาได้
- Facebook ระบบของ Facebook สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับ WooCommerce ได้ จะทำให้มีการซิงค์ข้อมูลสินค้าระหว่างกันครับ
เมื่อดำเนินการเลือกเสร็จสิ้นให้เรากดดำเนินการต่อ (Continue)
เปิดใช้งาน (Activate)
![สอน WooCommerce [คู่มือและวิธีใช้งาน] 6 Activate](https://themevilles.com/wp-content/uploads/2019/08/activate.jpg)
ส่วนถัดมาจะเป็นส่วน Activate ที่ทาง WooCommerce แนะนำให้ใช้งานร่วมกันกับปลั๊กอิน Jetpack ครับ ปลั๊กอินนี้จะช่วยในเรื่องของความปลอดภัย (Better security) การแจ้งเตือนร้านค้าหากเว็บไซต์ล่ม (Store monitoring) การเก็บสถิติร้านค้า (Store stats) เช่น ยอดขายรวม สินค้าที่ขายดีที่สุด และส่วนสุดท้ายคือการแชร์โปรโมชั่นสินค้า (Product promotion) ที่แชร์ไปยังโซเชียลมีเดียต่างๆ ครับ
หากเราต้องการเชื่อมโยงกับปลั๊กอินนี้ ให้ทำการกดปุ่ม Continue with Jetpack ระบบจะเปลี่ยนหน้าให้เราทำการลงทะเบียนกับปลั๊กอินนี้ หากไม่ต้องการก็สามารถกดลิงก์ด้านล่างสุดที่มีคำว่า Skip this step ได้ครับ สำหรับคำแนะนำให้เรากดข้ามส่วนนี้ไปก่อนครับ เราสามารถมาทำการติดตั้งปลั๊กอินอีกครั้งได้เพราะเป็นส่วนเสริมของ WooCommerce เท่านั้น เราจะไปทำการใส่สินค้ากันก่อนจะดีกว่า
WooCommerce พร้อมใช้งาน (Ready)
![สอน WooCommerce [คู่มือและวิธีใช้งาน] 7 Ready](https://themevilles.com/wp-content/uploads/2019/08/ready.jpg)
หน้าต่างสุดท้ายจะเป็นหน้าพร้อมใช้งาน (Ready) หากเรามาถึงตรงนี้แสดงว่าปลั๊กอิน WooCommerce ของเราพร้อมใช้งานแล้วครับ เราสามารถทำการเพิ่มสินค้า (Create a product) นำเข้าสินค้า (Import products) หรือดูข้อมูลต่างๆ ที่หน้าควบคุม (Visit Dashboard) ตั้งค่าการแสดงความคิดเห็นกับสินค้าของเรา (Review Settings) และทำการปรับแต่งต่างๆ ได้ (View & Customize) ตามปุ่มที่กำหนดให้ครับ นอกจากนั้นแล้ว หากเราทำการใส่ข้อมูลอีเมล์ของเราลงไปในช่องด้านบน WooCommerce ก็จะส่งข่าวสารเกี่ยวกับอัพเดท WooCommerce มาให้กับเราทางอีเมล์ที่เราระบุไว้อีกด้วยครับ ให้เราทำการกดปุ่มสร้างสินค้าแรกของเรา (Create a new product) ครับ เดี๋ยวเราจะมาเริ่มทำการใส่สินค้าตัวแรกของเรากันเลยนะครับ
สร้างสินค้าแรก (Create a new product)
เมื่อเรากดปุ่มสร้างสินค้าแรกแล้ว ระบบจะเข้ามาสู่เมนู Products > Add New ครับ โดยหน้าตาของการใส่ข้อมูลสินค้านั้นจะเหมือนกันกับการเขียนบทความ คือมีส่วนหัวที่เป็นชื่อสินค้า (Product Name) ส่วนคำบรรยายสินค้า (Description) และส่วนคำบรรยายสินค้าแบบย่อ (Product short description) และในส่วนของหมวดหมู่สินค้า (Product Categories) ป้ายกำกับสินค้า (Product Tags) รูปภาพ (Product Image) และแกลลอรี่สินค้า (Product Gallery) เราสามารถทำการใส่ข้อมูลได้เหมือนกันกับการสร้างบทความเลยนะครับ (ดูรายละเอียด วิธีการใส่เนื้อหาที่การสร้างบทความ ) ดังนั้นในส่วนนี้ผมจะไม่ทำการสอนในรายละเอียดครับ
ส่วนสำคัญจริงๆ ของหน้านี้ก็คือ ส่วนของข้อมูลสินค้า (Product data) ครับ ซึ่งจะเป็นการระบุประเภทของสินค้า ราคา สต็อกสินค้า วิธีการจัดส่ง และรายละเอียดต่างๆ อีกมากมายของสินค้านี้ ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องใส่รายละเอียดที่เราต้องการลงไปเพื่อให้ผู้ซื้อสินค้าทราบรายละเอียดได้มากที่สุดครับ
![สอน WooCommerce [คู่มือและวิธีใช้งาน] 9 Product Data](https://themevilles.com/wp-content/uploads/2019/08/product-data.jpg)
ประเภทสินค้า
เริ่มต้น WooCommerce จะให้กำหนดว่า สินค้าที่เรากำลังใส่ข้อมูลนี้เป็นสินค้าจำพวกใด โดย WooCommerce กำหนดประเภทของสินค้า 4 แบบ และเสริมอีก 2 แบบ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
- สินค้าทั่วไป (Simple product) เป็นสินค้าที่ไม่มีประเภทรายละเอียดสินค้ามาก มีลักษณะเหมือนกัน เช่น สมุด หนังสือ จาน เสื้อผ้าฟรีไซส์
- สินค้าแบบกลุ่ม (Grouped product) เป็นสินค้าที่สามารถนำมาจัดกลุ่มแล้วขายเป็นชุดได้ เช่น ชุดห้องทำงาน ที่ประกอบไปด้วย โต๊ะ เก้าอี้ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
- สินค้าภายนอก (External or Affiliate product) เป็นสินค้าที่เราจะทำการเชื่อมลิงก์ไปยังภายนอก เช่น สินค้าจาก Amazon, Lazada
- สินค้าหลากหลาย (Variable product) เป็นสินค้าที่สามารถจำแนกรายละเอียดได้มาก เช่น เสื้อผ้าสีขาว สีดำ ไซส์ XS, S, M, L และ XL เป็นต้น
สำหรับส่วนเสริมเป็นรูปแบบสินค้าที่สามารถจับคู่กับประเภทสินค้าหลักด้านบน ได้แก่
- Virtual product เป็นสินค้าที่ไม่สามารถจับต้องได้ เช่น สมัครสมาชิกรายการทีวี
- Downloadable product เป็นสินค้าที่สามารถดาวน์โหลดได้ เช่น WordPress Theme & Plugins, เพลงต่างๆ
เมื่อเราทำการกำหนดประเภทของสินค้าแล้ว เมนูด้านซ้ายมือก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปตามคุณลักษณะของประเภทสินค้า เช่น หากเรากำหนดให้สินค้าของเราเป็นแบบ Virtual product ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีในส่วนของการสต็อกสินค้าเป็นต้น
คราวนี้เรามาดูเมนูด้านซ้ายมือกันบ้างครับ ว่าประกอบด้วยอะไรกันบ้าง
ทั่วไป (General)
เมนูแรกของเราก็คือเมนูทั่วไป (General) ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับราคาสินค้าของเราครับ ช่องใส่ราคาจะมีอยู่ 2 ช่องด้วยกัน คือ ราคาปกติ (Regular price) และราคาที่มีส่วนลด (Sale price) ครับ
สต็อกสินค้า (Inventory)
เมนูถัดมาจะเป็นส่วนสต็อกสินค้า (Inventory) เป็นส่วนที่กำหนดจำนวนสินค้าที่เราจะขายได้ ประกอบไปด้วย
- รหัสสินค้า (SKU) เราจะต้องทำการระบุรหัสสินค้า (SKU) ให้สามารถเข้าใจได้ง่ายและสะดวกต่อการค้นหา
- การจัดการสต็อก (Manage Stock) ให้เราทำการเปิดใช้งานเพื่อทำการควบคุมสต็อกสินค้า
- สถานะของสต็อกสินค้า (Stock status) เป็นการกำหนดให้แสดงผลด้านหน้าร้านของเราว่า สินค้านี้มีสถานะใด มีสินค้าในสต็อกหรือไม่
- ขายแยกเป็นชิ้น (Sold individually) เป็นการอนุญาตให้ขายสินค้านี้จำนวนหนึ่งชิ้นต่อหนึ่งคำสั่งซื้อ (Order)
การขนส่ง (Shipping)
ในกรณีที่สินค้าของเราสามารถทำการจัดส่งได้ เราจะต้องใส่ข้อมูลสินค้าได้แก่ น้ำหนัก (Weight) และขนาดของสินค้า (Dimensions) ทั้งความกว้าง ความยาว และความสูง ลงไปในส่วนนี้ครับ และเราจะต้องกำหนดว่าสินค้าของเรานั้นจะใช้การคำนวนค่าขนส่งแบบใด ด้วยการกำหนดที่ Shipping class ครับ ในขณะนี้ยังไม่มีค่าขนส่งใดแสดงให้เห็น (No shipping class) เราจะต้องไปตั้งค่าที่เมนู WooCommerce > Setting > Shipping กันก่อนครับ
สินค้าเชื่อมโยง (Linked Products)
ส่วนนี้คือส่วนของการจัดการด้านการขาย เป็นเทคนิคในการที่ทำให้เราทำการขายสินค้าให้ได้ราคาที่สูงขึ้น และหลากหลายมากขึ้น ได้แก่
- Upsells คือ เทคนิคการวางสินค้าที่มีราคาสูงกว่า มีประสิทธิภาพดีกว่า ไว้ใกล้เคียงกับสินค้าที่ลูกค้ากำลังดูอยู่ เพื่อดึงดูดใจให้ลูกค้าทำการสั่งซื้อสินค้าที่มีราคาแพงขึ้น
- Cross-sells คือ เทคนิคการวางสินค้าที่อยู่ในกลุ่มหมวดใกล้เคียงกันหรือเกี่ยวข้องกัน เพื่อให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้แบบพ่วงไปด้วยกันได้
คุณลักษณะ (Attributes)
ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่กำหนดคุณลักษณะของสินค้า เช่น สีของเสื้อ แบ่งสีออกเป็น ขาว ดำ แดง ชมพู ส้ม เป็นต้น หากเราต้องการใส่ข้อมูลนี้ลงไปให้แบ่งแต่ละสีด้วยเครื่องหมาย | ครับ
สำหรับสินค้าที่เป็น Variable product จำเป็นที่จะต้องใช้คุณลักษณะนี้ทำการจับคู่เพื่อบริหารจัดการในส่วนของสต็อกและราคาสินค้าที่แตกต่างกันด้วย เช่น สีขาวไซส์ XL สีดำไซส์ S เป็นต้น
ขั้นสูง (Advanced)
ส่วนขั้นสูงนี้เป็นส่วนจัดการอื่นๆ เช่น การใส่ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับสินค้านี้ เช่น หากซื้อสินค้าแล้วจะได้รับประกันอะไรบ้าง ส่วนของการกำหนดลำดับของการแสดงสินค้าในหน้ารายการสินค้า (Product list) เช่น หากกำหนดเป็นเลขติดลบ -1 ก็จะมีลำดับอยู่บนสุด และส่วนสุดท้ายเป็นการเปิดให้มีการรีวิวสินค้าครับ
สำหรับบทความตอนที่ 1 ของหัวข้อ สอน WooCommerce ปลั๊กอินขายของออนไลน์ [คู่มือและวิธีใช้งาน] ก็จะหยุดเอาไว้เพียงเท่านี้นะครับ เดี๋ยววันถัดไปมาดูในรายละเอียดอื่นๆ กันต่อครับ ใครสนใจก็อย่าลืมสมัครสมาชิกกันมานะครับ จะได้ไม่พลาดกัน

![สอน WooCommerce [คู่มือและวิธีใช้งาน] 8 สอน WordPress หรือ WooCommerce](https://themevilles.com/wp-content/uploads/2019/06/study.jpg)